วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การเดินทางเพื่อความปลอดภัยและสบายใจ

การเดินทางทางอากาศหัวใจสำคัญของการเดินทางคือการไปถึงจุดหมายด้วยความปลอดภัยและรวดเร็ว ปัจจัยสำคัญยิ่งประการหนึ่งซึ่งนอกเหนือไปจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีของยานพาหนะชนิดต่างๆ ตลอดจนการเพิ่มเส้นทางหรือห้วงอากาศสำหรับสัญจรก็คือ การจัดการหรือควบคุมจราจรนั่นเอง
 
การบัญญัติกฏหมาย กำหนดระเบียบวิธีปฏิบัติการจำแนกอำนาจหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจราจรหรือแม้กระทั่ง การสร้างความเข้าใจให้ตรงกันล้วนแต่เป็นวิธีการและเครื่องมือเพื่อการจัดการหรือการควบคุมจราจรอันเป็นระบบที่นำไปสู่ ความปลอดภัยและรวดเร็วของการจราจรทุกด้านทั้งสิ้นและการจราจรทางอากาศซึ่งมีแผ่นฟ้ากว้างใหญ่ประดุจถนนบนอากาศ ก็ไม่อยู่ในข้อยกเว่นทั้งยังกล่าวได้ว่ามีความจำเป็นในระดับที่จะขาดไม่ได้เช่นเดียวกับการควบคุมจราจรในการคมนาคมประเภทอื่นๆ
 
ด้วยเหตุที่การบินจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งจะมีเพียงเส้นตรงเดียวเท่านั้นที่เป็นระยะใกล้ที่สุดหากมีอากาศยานมากกว่าหนึ่งลำขึ้นไป ใช้เส้นทางในการเดินทางไปยังจุดต่างๆหากทำการบินโดยไม่มีการจัดการก็จะมีโอกาศที่จะเกิดอุบัติเหตุทางอากาศได้ขณะที่ใช้ห้วงอากาศ มีความต้องการระดับเพดานบินเดียวกันมีกำหนดเวลาบินเดียวกันการควบคุมและจัดการให้อากาศยานให้อากาศยานทุกลำ เกิดความปลอดภัยได้นั้นต้องอาศัยบุคคลและอุปกรรืสื่อสารภาคพื้นเป็นเครื่องมือที่ช่วยดำเนินการอย่างเป็นระบบซึ่งเรียกว่า การบริการควบคุมทางอากาศ (Air Traffic Control Service)
 
 
การควบคุมจราจรทางอากาศเป็นวิชาแขนงใหม่ที่มีความสำคัญยิ่งในบรรดาศาสตร์และศิลป์ของการบินในยุคปัจจุบัน เมื่อสมัย ที่การบินยังไม่เจริญนั้น การจราจรทางอากาศก็มีน้อย การควบคุมการจรจรทางอากาศจึงไม่สำคัญและจำเป็นนัก เครื่องมือเครื่อง ใช้สำหรับการบริการควบคุมการจราจรทางอากาศในสมัยนั้นก็มีเพียง ธงเขียว ธงแดง และผ้าขาวที่มีรูปอัคษร "T" เพื่อเป็นสัญญาณ บอกทิศทางให้อากาศยานขึ้น-ลงก่อนปูผ้าสัญญาณ เพียงแต่ยกธงชูขึ้นบรศีรษะ ก็จะทราบได้ว่าลมพัดไปทางทิศใด แล้วจึงปูผ้าสัญญาณ บอกทิศทางให้อากาศยานขึ้น-ลงได้ การบินในสมัยดังกล่าวนี้มักจะกระทำเฉพาะในเวลากลางวันและในเวลาที่อากาศดีเท่านั้น ต่อมาเมื่อ การบินได้วิวัฒนาการยิ่งขึ้น การควบคุมจราจรทางอากาศจึงมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการบินทหารและพลเรือน ซึ่งการบินในสมัย ก้าวหน้านี้ ได้กระทำกันตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน และทุกลักษณะอากาศ ไม่ว่าจะฝนตก ลมแรง หรือมีเมฆหมอกก็ตาม โดยเฉพาะในด้านการบินพลเรือนนั่น ประเทศต่างๆได้เปิดสายการบินให้ยริการขนส่งทางอากาศทั้งภายในและภายนอกประเทศ ฉะนั้นการควบคุมจราจรทางอากาศจึงต้องกระทำด้วยวิธีการที่เหมาะสมตามแบบมาตรฐานระหว่างประเทศ เพื่อให้การจราจรทางอากาศ ดำเนินไปด้วยความปลอกภัยรวดเร็วและเป็นระเบียบเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศจึงต้องมีความรู้ความสามารถและจัดเจนในหน้าที่ เพื่ออำนวยการควบคุมจราจรทางอากาศให้แก่อากาศยานได้อย่างเพียงพอ นับแต่อากาศยานเริ่มทำการบินจนถึงท่าอากาศยานปลายทาง
 
 
บริการควบคุมจราจรทางอากาศเป็นงานส่วนหนึ่งในสามงานของงานจราจรทางอากาศ(Ait Traffic Service) รัฐบาลได้ มอบหมายให้บริษัทฯเป็นผู้ดำเนินงานเมื่อ 1 กันยายน พ.ศ.2492 อันสืบเนื่องมาจากการจัดตั้งและแบ่งอาณาเขตแถลงข่าวการบิน (Flight Information Region) ของแต่ละประเทศ ในการประชุม ICAO 1st Southeast Asia Regional Air Navigation Meeting, New Delhi,1948 โดยมีงานด้านเส้นทางบิน(En-Epute)ส่วนงานด้านบริการสนามบิน(Terminal)ที่จัดการจราจร ทางอากาศโดยรอบๆ แต่ละสนามบินยังเป็นงานของกรมการบินพานิชย์ กระทรวงคมนาคม และกรมการบินพลเรือน กองทัพอากาศ ในขณะนั้น ซึ่งต่อมาได้โอนความรับผิดชอบมาให้บริษัทฯทั้งหมด
 
นอกจากนั้นยังมี งานแถลงข่าวการบิน(Flight Information Service)อันเป็นงานที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำ และให้ข่าวสาร ซึ่งเป็นประโยชณ์ต่อความปลอดภัยในการบินและให้การบินลุล่วงไปอย่างมีผลกับงานอีกสองด้านคืองานเตือนภัยการบิน (Alerting Service)กับงานด้านค้นหาและช่วยเหลือ(Search and Rescue)อันเป็นงานที่มีหน้าที่ประสานงานกับหน่วย งานที่เหมาะสมในกรณีที่อากาศยานต้องการความช่วยเหลือ
 
งานบริการควบคุมจราจรทางอากาศนับได้ว่าเป็นงานที่สำคัญแลจำเป็นที่สุดในการจัดการให้อากาศยานลำหนึ่ง เริ่มทำการบินจนกระทั่งบินถึงท่าอากาศยานปลายทางได้เพราะเป็นงานเพื่อการป้องกันไม่ให้อากาศยานชนกันเอง รวมถึงการป้องกันไม่ให้อากาศยานชนกับสิ่งกีดขวางทั้งในพื้นที่ปฏิบัติการและสิ่งกีดขวางอื่นในขณะทำการบิน เช่น บอลลูน ภูเขา รถที่แล่นไปมาในพื้นที่ที่เป็นลานจอดหรือทางวิ่งเป็นต้น นอกจากนี้ยังทำให้การจราจรทางอากาศ เกิดความคล่องตัวและเป็นระเบียบอีกด้วย
 
งานควบคุมการจราจรทางอากาศตามแบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลกในปัจจุบันแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ชนิด โดยจำแนก ตามบริเวณที่ควบคุมคือ
 
 

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความปลอดภัยทางน้ำ

การเดินทางทางน้ำ สำหรับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นหรือไม่ชำนาญค่ะ
 


ว่ายน้ำไม่เป็นควรหลีกเลี่ยง หากต้องเสี่ยงควรระวัง 



หาเพื่อนร่วมเดินทาง จะช่วยสร้างความปลอดภัย
ขึ้น-ลง จงใส่ใจ ให้เรือเทียบเรียบร้อยพลัน
ก้าวขึ้นอย่างแข็งขัน อย่าแย่งกันจะอับอาย
มีเด็กต้องจูงไว้ อย่าปล่อยให้อยู่ไกลมือ
ขอจงอย่าได้ถือ เกาะเกี่ยวมือช่วยขึ้นลง
เดินทางไปทางน้ำ อย่ามองข้ามความปลอดภัย
เบาะนั่งทั้งชูชีพ จำเป็นรีบหยิบใช้เอย 


ถ้า ไปไหนมาไหนต้องระวังด้วยนะค่ะ 




ไม่ควรลืมเรื่องเล็กๆน้อยๆนะ

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความปลอดภัยในการเดินทางเท้า

ช่วงนี้มีฝนหลงฤดูเข้ามาทำให้แผนกเทคนิคคิดถึงการเตรียมรถสำหรับหน้าฝน จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ การใช้รถในฤดูฝนและฝนหลงฤดู มาให้ผู้ที่แวะชม Web Site ของเราได้เตรียมพร้อม รับมือกับฤดูฝน โดยการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ในรถยนต์ว่าพร้อมหรือไม่สำหรับหน้าฝนนี้

อันดับแรก เรามาตรวจสอบดู ใบปัดน้ำฝน ของเราก่อน ว่ายังสามารถใช้งานได้อยู่หรือไม่ซึ่งโดยปกติหากนำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์ บริการ จะมีการตรวจสอบจากช่างเทคนิคอยู่แล้วในทุกระบบ แต่ถ้าหากผู้ใช้รถไม่ได้นำรถเข้ามา ตรวจเช็คตามระยะ ท่านสามารถที่จะตรวจดูได้ตัวท่านเองโดยสังเกต ดูว่า ใบปัดน้ำฝนแห้งกรอบหมดสภาพหรือไม่ ต้องแน่ใจว่าใบปัดน้ำฝนสามารถปัดสิ่งสกปรกบนกระจก หน้ารถได้หมดจด โดยเมื่อปัดแล้วจะต้องไม่เป็นเส้นหรือหลงเหลือ คราบน้ำเอาไว้ และไม่ควรจะมีเสียงดัง หากมีอาการดังกล่าวก็ควรจะเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนได้แล้ว 
   
อันดับที่สอง เรามาตรวจสอบดู ยางรถยนต์ กัน ยางรถยนต์ควรอยู่ในสภาพที่ดี มีดอกยางที่ยังสามารถรีดน้ำได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และอายุการใช้งานไม่ควรเกิน 2 ปี หรือ 50,000 กม. เพราะถ้ายางที่มีอายุมากกว่านี้เนื้อยางอาจจะแข็งกระด้าง ทำให้การยึดเกาะถนนไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งอาจเกิด การลื่นไถลได้หากต้องเบรกรถแรงๆ ในส่วนของลมยางก็มีความสำคัญไม่น้อยควรมีการตรวจสอบลมยาง ให้อยู่ในค่าที่คู่มือการใช้รถระบุไว้เสมอ เพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะมีผลต่อการกินยาง, กินน้ำมันเชื้อเพลิง และยังมีผลต่อการวิ่งลุยน้ำ เนื่องจากในขณะที่วิ่งบนถนนที่นองด้วยน้ำ สันยางตรงกลางจะเป็นร่อง ซึ่งจะอุ้มน้ำเอาไว้แทนที่จะรีดน้ำออกไป ดังนั้นควรหมั่นตรวจสอบลมยางและสภาพของดอกยางอยู่เป็น ประจำ เพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่ไม่ว่าจะเป็นในฤดูใดก็ตาม 
 
อันดับต่อไป ก็มาว่ากันถึง ระบบเบรก ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยในการใช้รถยนต์เนื่องจากหากระบบเบรก เกิดความผิด ปกติขึ้นมา อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุและสูญเสียทรัพย์สินได้ โดยเราสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้จากระดับน้ำมันเบรกที่อยู่ในกระปุก ว่ายังอยู่ในระดับที่กำหนดหรือไม่ โดยจะต้อง อยู่ระหว่าง MAX กับ MIN ซึ่งไม่ได้มีการเติมน้ำมันเบรกเพิ่มเข้าไป ถ้ายังอยู่ก็แสดงว่าผ้าเบรกยังพอใช้ได้ อยู่แต่จะยึดถือเป็นเกณฑ์ตายตัวไม่ได้ เพราะถ้าลูกสูบแม่ปั๊มเบรกติดตายน้ำมันเบรกที่กระปุกก็จะไม่ค่อย ยุบเหมือนกัน สิ่งที่จะได้มาคืออาการขณะที่เบรกจะเบรกไม่ค่อยอยู่หากรถยนต์มีอาการดัง กล่าวควรนำเข้ามาตรวจสอบที่ศูนย์บริการ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองรวมถึงคนที่ท่านรักด้วยอีกเรื่องเกี่ยวกับ ระบบเบรกคือ เมื่อขับพ้นเขตน้ำท่วม น้ำขัง หรือฝนตกแล้วควรเหยียบเบรกด้วย “เท้าซ้ายเบาๆ” ไว้สัก ระยะ โดยที่เท้าขวายังเหยียบคันเร่งไว้ตามปกติ เพื่อทำให้ผ้าเบรกแห้งโดยใช้ความเร็วต่ำๆ ไปก่อน จนแน่ใจแล้วว่า ระบบเบรกสามารถเบรกได้ตามปกติ จึงขับขี่ตามความเร็วปกติต่อไป
   
อันดับสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด เรามาดูกันที่ ระบบส่องสว่าง เนื่องจากระบบส่องสว่าง เปรียบเสมือนดวงตาของเราโดยกฎหมายกำหนดให้เปิดไฟใหญ่ในกรณีที่มองไม่เห็น สิ่งต่างๆ หรือเห็นได้ ในระยะ 150 เมตร ซึ่งในการเปิดไฟนั้นจะทำให้เรามองเห็นทางและยังทำให้รถคันอื่นมองเห็นเรา ด้วย สิ่งที่ควรตรวจสอบคือระบบไฟส่องสว่างและ ไฟสัญญาณต่างๆเช่น ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยว ไฟเบรก จะต้องติดครบทุกดวง หากดวงไหนไม่ติดควรรีบทำการเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และหากโคมไฟสกปรก ก็ควรทำความสะอาดด้วย ดังนั้นหากทัศนะวิสัยไม่ดี มองเห็นได้ไม่ชัดเจนก็ควรเปิดไฟใหญ่ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน
 
 ท้ายสุด สิ่งที่ควรระลึกไว้ในการขับขี่ขณะฝนตก

  1.ความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ไม่ควรขับเร็วเกินไป เพราะอาจจะเกิดอาการเหินน้ำได้ (การเหินน้ำ คือ อาการที่รถยนต์มีการยกตัวขึ้น เนื่องจากน้ำจำนวนมากที่ปะทะกับ ดอกยางแล้วดอกยางรีดน้ำออกไม่ทันทำให้การควบคุมรถยนต์ทำได้ลำบาก)
  2.ระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้ากับรถยนต์ของเรา ควรทิ้งระยะห่างพอควรสำหรับการเบรกในขณะที่ผ้าเบรกเปียกน้ำ หรือทิ้งระยะห่างเป็น 2 เท่าของระยะปกติ
  3.เปิดไฟใหญ่ในขณะที่ฝนตกหนักหรือมีละอองหมอก เพื่อเพิ่มทัศนะวิสัยในการมองเห็นและให้ผู้อื่นมองเห็นเราด้วย
 
 ท้ายที่สุด ทางแผนกเทคนิคและฝึกอบรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความเกี่ยวกับการเตรียมรถยนต์ สำหรับหน้าฝนนี้ จะมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ใช้รถยนต์ในการเดินทางไปทำงาน ,ทำธุระหรือท่องเที่ยว จะได้มีความปลอดภัยมากขึ้นและมีความสุขในการเดินทางกับรถยนต์ที่ท่านรัก